83.เปลี่ยนวิธีพูดกับลูก ผลลัพธ์ก็เปลี่ยน.....

 

อเลอไทด์>ศูนย์รวบรวมข้อมูลเด็กสมาธิสั้น


เปลี่ยนวิธีพูดกับลูก ผลลัพธ์ก็เปลี่ยน.....

ระหว่างนั่งรอเพื่อนเพื่อคุยเรื่อง งานในร้านอาหารแห่งหนึ่ง มีเหตุให้ไปเห็นเหตุการณ์ของแม่ที่กำลังดุลูกอยู่อย่างเผ็ดร้อน ดูจากหนูน้อยเด็กหญิงก็น่าจะอายุราวๆ 5 - 6 ขวบเท่านั้น กำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่ ในขณะที่แม่ซึ่งโกรธและอารมณ์เสียกำลังต่อว่าลูกของเธอ ประมาณว่าดื้อ พูดไม่ฟัง เห็นไหมทำแก้วแตกเลย รู้ไหมว่าต้องเสียตังค์เลย และขณะที่กำลังเงื้อมือจะตีลูก พ่อก็ห้ามไว้แล้วบอกว่าพอได้แล้ว อายคนอื่นบ้าง


แม่วัยสาวยังอารมณ์เสียบอกต่อว่าทำไมต้องอาย ไม่เห็นต้องอายเลย ก็ลูกมันดื้อน่ะ ไม่เห็นเหรอ

เด็กน้อยน่าสงสารมาก แค่ทำแก้วน้ำแตก ก็ใจเสียอยู่แล้ว ยังต้องมาเจอแม่สวมบทยักษ์โกรธและต่อว่าอย่างรุนแรงอีก แล้วหนูน้อยจะรู้สึกอย่างไร ?

ครั้นถ้าเราเข้าไปจุ้น คงต้องเจอตอกกลับแน่ ใจก็ภาวนาขอให้เพื่อนรีบมา จะได้ขอย้ายร้าน เพราะหนูน้อยน่าสงสารจริงๆ
เชื่อเหลือเกินว่าเพื่อนพ่อแม่อาจต้องเคยเจอสถานการณ์ในท่วงทำนองแบบ นี้ ประมาณลูกไม่เชื่อฟัง ลูกทำข้าวของเสียหาย ฯลฯ เจอแล้วทำอย่างไร จัดการแบบไหน

แบบแรก... ไม่แตกต่างจากกรณีคุณแม่ท่านนั้น โกรธและต่อว่าทันที

แบบที่สอง... หงุดหงิด ไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้ทำโทษรุนแรง อาจจะใช้วิธีลงโทษแบบอื่น

แบบที่สาม... ตั้งสติ รีบบอกให้ลูกระมัดระวังเศษแก้วที่แตกจะบาดเท้าลูกได้ แล้วพูดคุยกับลูกว่าหนูต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากกว่านี้

คุณคิดว่าสถานการณ์เดียวกัน แต่แม่ใช้วิธีแตกต่างกัน ผลลัพธ์ที่ตัวลูกจะแตกต่างกันไหม !

การเลือกวิธีการในการจัดการปัญหากับลูก มันส่งผลต่อผลลัพธ์ที่ตัวเด็กเสมอ ถ้าเราใช้วิธีคิด หรือพฤติกรรมด้านลบในการจัดการปัญหา ผลลัพธ์ก็ลบแน่นอน แต่ถ้าเราใช้วิธีคิดหรือพฤติกรรมด้านบวกในการจัดการปัญหา ผลลัพธ์ก็จะได้ด้านบวกเช่นกัน

นึกถึงประโยคของ ท่าน ว.วชิรเมธี ที่เคยพูดถึงการใช้คำพูดกับการสอนลูก ว่าต้องมีทัศนคติเชิงบวกกับการใช้คำพูดทางบวกเพราะมีผลต่อลูกมาก ถ้าพ่อแม่ยิ่งตอกย้ำทัศนคติและคำพูดด้านลบทุกวันๆ เด็กจะทำอะไรไม่เป็นเลย

เปรียบได้กับผู้บริหารที่ตำหนิลูกน้องทุกวันย่อมส่งผลให้ประสิทธิภาพ ของงานลดลงตามไปด้วย แต่ถ้าเปลี่ยนวิธีใหม่ลองใช้คำพูดให้กำลังใจเมื่อทำผิดพลาดประสิทธิภาพของ งานก็จะดีขึ้นตามลำดับ เนื่องจากคำพูดที่ดีจะช่วยเสริมให้เกิดกำลังใจนำไปสู่ความเชื่อมั่นในที่สุด

ฉะนั้น ถ้าเราเอาวิธีคิดบวก (Positive Thinking) มาใช้ในการดูแลลูก ก็สามารถทำได้ตั้งแต่ลูกยังเล็ก ฝึกจากเรื่องเล็กๆ ใช้การพูดด้วยเหตุและผล อย่าคิดว่าลูกเล็กเกินไปแล้วไม่เข้าใจ ความจริงเขาสามารถซึมซับและเข้าใจได้ตามวัยของเขา พ่อแม่ไม่ควรใช้วิธีเลี้ยงดูด้วยการบังคับ การขู่เข็ญหรือใช้การทำโทษด้วยการตี แม้จะได้ผลในช่วงแรกเพราะความกลัว แต่ทุกครั้งที่เด็กถูกขู่ว่าจะโดนทำโทษเด็กจะรู้สึกขัดข้องในใจหรือเกิดความ ขัดแย้งในใจ ทำให้ความไว้วางใจต่อพ่อแม่และความใกล้ชิดที่มีต่อกันเกิดช่องว่าง
การเลี้ยงลูกด้วยวิธีด้านบวก คือ การใช้วิธีที่นุ่มนวล ใช้เทคนิคการพูดคุยและสร้างวินัยโดยไม่ไปทำร้ายจิตใจเด็ก

วันนี้มีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ มาฝาก

หนึ่ง - ฝึกคิดหลายแง่มุม

ยกตัวอย่างหากมีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ควรฝึกว่าสามารถมองได้หลายมุม มีเรื่องให้ตัดสินใจก็มีหลากหลายวิธี และการมองหลายๆ มุม หรือตัดสินใจทางใด จะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร โดยพยายามใส่ทัศนคติที่ดี หรือวิธีคิดที่เป็นบวก เมื่อฝึกบ่อยๆ ก็จะติดตัวไปด้วย
ที่สำคัญ เมื่อเราเริ่มฝึกจากตัวเองก่อน ก็จะทำให้การฝึกลูกเป็นไปได้ง่ายขึ้น และยังทำให้เขามองเห็นความแตกต่างและยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง จะทำให้ลูกรู้จักยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น

สอง - ฝึกสร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์

พ่อแม่เริ่มจากการตั้งเป้าหมายและพยายามทำให้เกิดผลสำเร็จ หรืออาจจะตั้งเป้าหมายเล็กๆ ไปพร้อมๆ กับลูก โดยดูให้เหมาะกับวัย และเมื่อเราหรือลูกสามารถทำได้ก็ให้รางวัลด้วยการโอบกอดซึ่งกันและกัน ชื่นชมซึ่งกันและกัน ลูกก็จะรู้สึกดีที่สามารถทำได้ และเห็นแบบอย่างของพ่อแม่ด้วย ทำให้เขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว และมีแรงจูงใจที่อยากจะทำสิ่งใดๆให้สำเร็จ

สาม - ฝึกเผชิญปัญหา

ถ้าพ่อแม่เกิดปัญหาและพร้อมเผชิญปัญหา ลูกก็เรียนรู้จากพ่อแม่ แต่ส่วนใหญ่พ่อแม่มักกลัวหรือกังวลว่าลูกจะผิดหวังหรือล้มเหลว ซึ่งจริงๆ แล้วความผิดหวังหรือล้มเหลวเป็นบทเรียนที่เป็นประโยชน์อย่างมากเมื่อลูกโต ขึ้น เพียงแต่พ่อแม่คอยเป็นผู้ให้คําแนะนํา และท้ายสุดก็จะทำให้ลูกเชื่อมั่นในตนเองอีกด้วย

การฝึกเผชิญปัญหาจะทำให้เราสามารถเผชิญกับความผิดหวัง ความคิดในด้านลบก็ไม่เกิดขึ้น ในทางตรงกันข้ามถ้าคิดบวก ก็ทำให้พร้อมที่จะหาทางแก้ปัญหาต่อไปด้วย

ตัวอย่างที่เล่าให้ฟังข้างต้นของแม่ลูกคู่หนึ่ง เป็นตัวอย่างที่ดี

ลองคิดดูว่าถ้าแม่เป็นแบบที่สาม ลูกจะเป็นอย่างไร อาการใจเสียเรื่องทำแก้วน้ำแตก แต่แม่ก็เป็นห่วงกลัวลูกจะถูกเศษแก้วทำให้เจ็บได้ ลูกสัมผัสได้ด้วยความรักที่แม่มีให้ แม้เขาจะทำผิดพลาด แต่เขาจะเรียนรู้ด้วยตัวเองว่าครั้งต่อไปเขาจะระมัดระวังมากกว่านี้ และจะเชื่อฟังแม่มากกว่านี้ เพราะแม่ได้เตือนก่อนหน้านี้แล้ว

ในขณะที่แม่แบบที่หนึ่งที่นอกจากทำให้ลูกใจเสียแล้ว ยังทำให้ลูกกลัวและกังวลถึงความผิดพลาดไปหมด กลัวแม่ด้วย ความคิดเหล่านี้เมื่อติดตัวไป เขาก็อาจจะขาดความมั่นใจในตัวเอง

ส่วนแม่แบบที่สองเป็นแม่ส่วนใหญ่ ที่ทั้งสงสารลูก แต่เมื่อผิดพลาดก็ต้องทำโทษ เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ได้เติมวิธีคิดบวกเข้าไปด้วย
ความคิดในเชิงบวกเป็นเรื่องจำเป็นในสังคมยุคปัจจุบัน การคิดบวกไม่ได้หมายความว่าไร้เดียงสา หรือไม่ทันคน แต่การคิดบวกหรือ การสร้างพลังบวก ช่วยส่งเสริมศักยภาพของตนเองได้มากมาย ทั้งยังสามารถแปรเปลี่ยนเรื่องร้ายๆ ให้กลายเป็นดีได้อีกด้วย
มาเริ่มต้นตั้งต้นใหม่กันแต่วันนี้ดีไหมคะ...

เราอาจจะยังเปลี่ยนโลกรอบตัวไม่ได้ แต่สามารถเปลี่ยนปรับตัวเราได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก manager

======================

🎗️ด้วยความหวังดีจาก  

 ศูนย์สมาธิดี อเลอไทด์ป้องกันเด็กสมาธิสั้น สร้างเด็กเรียนเก่ง                     

สนับสนุนโดย อเลอไทด์ อาหารเสริมบำรุงสมอง
√ ช่วยเพิ่มสมาธิ เสริมสร้างความจำ และ การเรียนรู้ ให้ดีขึ้น
√ ช่วยลดความเครียด อารมณ์ดี สนใจการเรียน ได้มากขึ้น
√ ทำให้ผลการเรียนดีขึ้น

** การเสริมอาหารสมองให้กับลูกน้อย ช่วยให้มีทั้ง IQ และ EQ ที่ดี

》》แชร์เป็นวิทยาทาน
เ รี ย น รู้ วิ ธี บำ บั ด ตั ว เ อ ง ฟ รี ! ! ...ผ่านไลน์แอด
⬇️คลิกเพื่อแอดไลน์ เพื่อรับข้อมูลสาระน่ารู้

https://lin.ee/AUaHWzE
                    

แก้ปัญหาสมาธิสั้น/LD

เรียนไม่ทันเพื่อน/ติดเกม

หรือ สั่งซื้ออเลอไทด์ 

โทร : 090-8876511 คุณหนู

Add Line : @464hwcgd (มี @ ด้วย)




ความคิดเห็น